ร้านแว่นตา เบทเทอร์อาย

ตรวจสายตา ตรวจสุขภาพภายนอกลูกตา โดยผู้เชี่ยวชาญ และเครื่องมือมาตรฐาน

การตรวจตาเข ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด แต่ก็มีรายละเอียดพอสมควร เผื่อพ่อแม่ที่จะพาลูกๆมาตรวจ จะได้คลายความสงสัยว่าหมอตรวจอะไรเยอะแยะ

การแก้ไขภาวะตาเขนอกจากทำให้ตาตรง เสริมบุคลิกให้เหมือนคนทั่วไป ยังต้องมีการแก้ไขความสามารถของการทำงานของตา 2 ข้างร่วมกัน ที่ดีอันจะทำให้มองเห็นได้สมบูรณ์ที่สุด ซึ่งต้องทำในเด็กอายุน้อย ยิ่งน้อยยิ่งแก้ไขได้ง่าย หากมารักษาตอนโต จะแก้ได้เฉพาะภาพลักษณ์ที่ดูตาตรงดี แต่การทำงานสัมพันธ์กันในตา 2 ข้าง มักจะแก้ไขไม่ได้

การตรวจตาเข

ศ.พ.ญ.สกาวรัตน์ คุณาวิศรุต

ตาเข คือ ภาวะที่ตา 2 ข้าง ไม่ขนานกัน ทำงานไม่ประสานกัน ในคนปกติหากตาขวามองไปทางขวาตาซ้ายก็ต้องมองไปทางขวาด้วย หรือถ้าตาขวามองขึ้นบน ตาซ้ายก็ต้องมองขึ้นบนด้วย เรียกว่าไปไหนไปด้วยกัน ยกเว้นเวลามองใกล้ตาทั้ง 2 ข้าง ถึงจะมองเข้าหากัน เมื่อตาทั้ง 2 ข้างมองไปทางเดียวกันจะเห็นวัตถุด้วยตาทั้ง 2 ข้างพร้อมกัน แต่ในคนตาเขจะใช้ตาที่ไม่เขในการมอง ส่วนตาเขจะไม่ได้ใช้ในการมอง

สาเหตุของตาเข (ชนิดที่ไม่ใช่จากกล้ามเนื้ออัมพาต) สาเหตุที่ชัดเจนยังไม่เป็นที่สรุป มีทฤษฎีต่างๆ น่าเชื่อว่าเป็นสาเหตุได้แก่

1.เกิดความผิดปกติของตัวกล้ามเนื้อเอง เช่น ความยาว ความหนา ความยืดหยุ่น การทำงานผิดไปของ

กล้ามเนื้อ

2. ระบบประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อผิดไป (เป็นความผิดปกติในระดับสมอง)

3. ได้รับการกระทบกระเทือนระหว่างคลอดต่อกล้ามเนื้อบางมัด

4. เป็นกรรมพันธุ์

5. มีสายตาที่ผิดปกติ ตลอดจนความสามารถในการเพ่งผิดปกติ เช่น ถ้ามีสายตายาว มักทำให้เกิดตาเขเข้า ถ้าสายตาสั้น ทำให้เกิดตาเขออก

6. ใช้ตาข้างเดียวนานๆ ในกรณีที่มีตาข้างหนึ่งมัวลงจากโรคใดโรคหนึ่ง ทำให้ตาข้างนั้นไม่ใช้งาน นานเข้าตาข้างนั้นไม่สามารถคงให้อยู่ตรงกลางได้ จะค่อยๆ เขไป ซึ่งในเด็กมักจะเขเข้า ในผู้ใหญ่มักจะเขออก

อาการ

1. ตาไม่ตรงชัดเจน

2. ปวดตา โดยเฉพาะเวลาใช้สายตา

3. เห็นภาพซ้อน

4. ตามัวในข้างที่เข

5. มักจะเอียงคอหรือศีรษะไม่ตั้งตรง มีเงยคาง ก้มหน้า รูปลักษณ์ผิดไปจากคนปกติ

การตรวจผู้ป่วยตาเข

1. ซักประวัติตาเขในครอบครัว อายุที่เริ่มเป็นหรือสังเกตได้ เป็นตลอดเวลาหรือเป็นบางครั้ง ข้างใดเข หรือในกรณีเป็นประเภทผลัดกัน (alternative) ผู้ป่วยอาจบอกไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ทำให้พยากรณ์โรคได้

2. วัดระดับการมองเห็น วัดสายตาโดยใช้ยาหยอดกลุ่มขยายม่านตา (cycloplegic) เพื่อลดการเพ่งอันจะได้ค่าสายตาที่ถูกต้องที่สุด หากตาเขจากสายตาปกติจะได้แก้ไขที่สายตาได้ถูกต้อง

3. ตรวจตาอย่างละเอียด รวมทั้งดูจอตา บางรายอาจมีความผิดปกติหรือมีโรคตาทำให้ตาข้างนั้นมัวเป็นสาเหตุของตาเข

4. ตรวจดูกล้ามเนื้อตาทั้ง 6 มัด ว่าทำงานได้ปกติหรือไม่ ซึ่งถ้าเป็นตาเขที่ไม่ใช่จากกล้ามเนื้อตาอัมพาตจะปกติทุกมัด

5. ตรวจวัดขนาดของมุมเขทั้งเมื่อตามองไกลและมองใกล้ โดยต้องแก้ไขสายตาที่ผิดปกติด้วย เพื่อพิจารณาการผ่าตัดขนาดของการผ่า จำนวนกล้ามเนื้อที่ผ่าได้เหมาะสมตามขนาดของมุมเข

6. การตรวจการทำงานสัมพันธ์กันของตาทั้ง 2 ข้าง อาจบ่งถึงการทำงานที่สัมพันธ์กันดีแค่ไหนออกเป็น 3 ระดับ (Binocular function)

ระดับ 1 ต่างคนต่างรับภาพ ตาขวาเห็น ตาซ้ายก็เห็นพร้อมกัน โดยไม่สัมพันธ์กันเป็นแบบ simultaneous perception

ระดับ 2 Fusion เป็นการเห็นด้วยตา 2 ข้าง โดยที่ตาทั้ง 2 สามารถรวมภาพทั้งสองเข้าด้วยกันเป็นอันเดียวได้ ถือว่าตาทั้ง 2 ข้าง มีความสัมพันธ์กันระดับหนึ่ง

ระดับ 3 Stereopsis การเห็นเป็น 3 มิติ เกิดจากการใช้ตา 2 ตา ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ภาพจากตา 2 ข้างห่างกันมากเกินกว่าที่จะรวมกัน (fusion) แต่ก็ไม่มากจนทำให้เห็นต่างกันในตา 2 ข้าง ทำให้เห็นเป็นภาพซ้อนหรือเห็นอะไรเป็นสอง (diplopia) จึงทำให้เห็นภาพได้ละเอียดโดยเห็นเป็น 3 มิติ

ความผิดปกติของการใช้ตา 2 ข้างร่วมกัน (Abnormal of binocular function) เมื่อมีภาวะตาเขเกิดขึ้น แสงจากวัตถุอันหนึ่งที่อยู่ข้างหน้าจะตกที่จอตาตรงกลาง (fovea) ของตาที่ตรง ในขณะเดียวกันแสงจากวัตถุอันนั้นตกลงบริเวณที่ห่างจาก fovea (ขึ้นอยู่กับเขมากน้อยแค่ไหน) และ fovea ข้างที่เขกลับไปเห็นวัตถุอื่นที่กระทบ fovea เหตุการณ์นี้ก่อให้เกิดการสับสน (confusion) และเห็นภาพซ้อนหรือเป็นสอง (diplopia)

- Confusion หรือการสับสน เกิดจากจอตาที่เดียวกันของตาทั้ง 2 ข้างรับภาพต่างชนิดกัน ทำให้เกิดการสับสนว่าที่จริงเป็นภาพอะไรกันแน่ เสมือนภาพ 2 อันซ้อนกันอยู่ เช่น ถ้าตาขวาตรงมองเห็นคนตรงกลาง แต่ตาซ้ายเขออกไปเห็นต้นไม้ คนนั้นจะเห็นภาพคนและต้นไม้ซ้อนกันอยู่ เกิดความสับสนว่าสิ่งที่เห็นข้างหน้าเป็นคนหรือต้นไม้

- Diplopia เกิดจากภาพอันหนึ่งตกที่ fovea ในตาข้างหนึ่ง แต่ภาพนั้นไปตกบริเวณอื่นที่ไม่ใช่ fovea ของตาเข สมองจะแปลผลว่าของนั้นมี 2 อัน อันหนึ่งอยู่ตรงกลางอีกอันอยู่ห่างออกไป จึงทำให้เจ้าตัวเห็นภาพนั้น 2 อัน ภาพหนึ่งชัดเจน อีกภาพหนึ่งไม่ชัดเจน

เมื่อเกิดสภาวะดังกล่าว สมองคนนั้นจะต้องมีกลไกลดการสับสนและภาวะเห็นภาพเป็นสองด้วย กระบวนการกดภาพ (suppression) หรือปรับการรับรู้ของจอตาใหม่ที่เรียกกันว่า abnormal correspondence (ARC) กระบวนการทั้ง 2 นี้ เกิดเฉพาะในเด็กที่กำลังมีการพัฒนาอยู่ ไม่เกิดในผู้ใหญ่หรือนัยหนึ่งถ้าตามาเขเมื่อมีการพัฒนาเต็มที่จะไม่เกิดกระบวนการนี้

- Suppression โดยการกดภาพจากตาที่เขให้ไม่เห็นเพื่อลดการมึนงง การกดภาพนานเข้าทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า ตาขี้เกียจ (amblyopia) สำหรับ ARC เมื่อจอตาปรับการรับรู้ใหม่อาจมีปัญหาในกรณีที่เมื่อแก้ไขตาให้ตรง จอตาที่ปรับอันเดิมจะเกิดความสับสนในระยะแรกหลังผ่าตัดได้

ในการตรวจผู้ป่วยตาเข จึงต้องมีการตรวจการทำงานสัมพันธ์กันของตา 2 ข้าง ได้แก่ การตรวจ

6.1 suppression , ARC

6.2 binocular function ว่าอยู่ระดับใด

6.3 ภาวะ amblyopia

ทั้งหมดเพื่อให้การรักษาหรือแก้ไขภาวะที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งจะทำได้ผล ถ้าทำตาให้ตรงและความผิดปกติดังกล่าวเป็นไม่มากนัก

โดยสรุป การแก้ไขภาวะตาเขนอกจากทำให้ตาตรง เสริมบุคลิกให้เหมือนคนทั่วไป ยังต้องมีการแก้ไขความสามารถของการทำงานของตา 2 ข้างร่วมกัน ที่ดีอันจะทำให้มองเห็นได้สมบูรณ์ที่สุด ซึ่งต้องทำในเด็กอายุน้อย ยิ่งน้อยยิ่งแก้ไขได้ง่าย หากมารักษาตอนโต จะแก้ได้เฉพาะภาพลักษณ์ที่ดูตาตรงดี แต่การทำงานสัมพันธ์กันในตา 2 ข้าง มักจะแก้ไขไม่ได้

ขอบคุณรูปจาก http://shorehameyedoctors.com

 

Copyright by BetterEye 2016